ปฐมบทเส้นทางนักเลงภาคตะวันออก
 

อดีตที่ผ่านมา จังหวัดชลบุรี ได้รับฉายาว่า "เมืองอิทธิพล แดนเถื่อน"

เจอะเจอใครที่อาศัยต่างจังหวัดที่ไม่ใช่ คนชลบุรี มักจะถูกถามไถ่ตลอดเวลาว่า "อยู่ชลบุรีไม่กลัวตายหรือ ??"

ก็ยังงงๆ ว่าเหตุไฉนคนต่างจังหวัด มองชลบุรีว่าเป็นเมืองอิทธิพล เมืองเจ้าพ่อ หรือเป็นเมืองผู้ทรงอิทธิพล

ในฐานะคนชลบุรี มองว่า เรื่องฆ่ากันตายในพื้นที่ จ.ชลบุรี โดยเฉพาะการถล่มด้วยอาวุธสงคราม ตายกันทีละหลายๆ คนนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพล ที่แย่งครองความยิ่งใหญ่ รวมทั้งความไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะอยู่รอดในสังคมได้หรือไม่ ก็ต้องฉวยโอกาสถล่มฝั่งตรงข้ามไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะไม่ปลอดภัยในชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งอำนาจที่มีพรรคพวกยกย่อง แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาวบ้านตาดำๆ ครึ่งชีวิตของผู้เขียนที่ประสบมาน้อยคนนักที่เป็นชาวบ้านถูกถล่มด้วยอาก้า เอ็ม 16 ส่วนใหญ่ตายด้วยปืนพก แทงกันด้วยมีด ทะเลาะกันด้วยเรื่อง เมาอาละวาด หรือเป็นเรื่องความเจ้าชู้ของตัวบุคคล ลูกเขาเมียใครไม่ละเว้น นี่แหละจุดจบของชาวบ้านในพื้นที่เมืองชลบุรีเป็นหลัก

สาเหตุที่ชลบุรีขนานนามว่าเป็นเมืองเจ้าพ่อ มาจากสื่อมวลชนได้ยกย่องคนนั้นคนนี้เป็นเจ้าพ่อ สื่อสมัยก่อนมีน้อย ประกอบกับคนชอบความเป็นนักเลงของคนเมืองชล เมื่อมีข่าวถล่มด้วยอาวุธสงครามกันทีไร หนังสือพิมพ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ร้านขายส่งหนังสือพิมพ์ต้องสั่งยอดพิมพ์เพิ่ม 2-3 เท่าตัว เพราะชาวบ้านชอบ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

นี่แหละความเป็นเมืองเจ้าพ่อของชลบุรี

ย้อนความเดิมผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.ชลบุรี จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งคือ ฝั่งทะเล กับ ฝั่งบก
ผู้มีอิทธิพลฝั่งทะเลส่วนใหญ่จะตั้งตัวมาจาก การขนของหนีภาษีขึ้นตามชายฝั่งทะเลโดยใช้เรือเร็ว ตั้งแต่ชลบุรีจนถึงสัตหีบ เชื่อหรือไม่ว่าสินค้าหนีภาษีที่ขนมาเต็มลำเรือ วิ่งเข้ามาจอดเทียบท่า หายใจยังไม่ทั่วท้องดี จะมีกองทัพมดลุยเข้าไปในลำเรือ แป๊บเดียวสินค้าที่กองพะเนินเทินทึกบนลำเรือ หายไปชั่วพริบตา เหลือแต่เรือเปล่าๆ

หลายคนตั้งคำถามว่า อ้าว .. แล้วทำไมหน่วยงานราชการไม่จับกุมเรือเหล่านั้น ซึ่งคำตอบก็มีอยู่ในตัวเองแล้ว การขนของเถื่อนต้องใช้เรือเร็ว และก็เร็วจริงๆ ติดตั้งเครื่องยนต์เรือกันทีละ 4 เครื่อง แล้วเรือราชการจะเอาอะไรไปไล่ล่า งบประมาณก็น้อย หากินก็ลำบาก ข้าราชการบางคนเลยอยู่กับผู้มีอิทธิพลเสียเลย สบายใจดี ไม่ต้องมีความขัดแย้งในพื้นที่ มีผลประโยชน์ก็แบ่งปันกัน

ผู้มีอิทธิพลฝั่งบก ส่วนใหญ่จะเป็นหลงจู๊หากินกับป่าไม้ เป็นหลงจู๊โรงเลื่อย ปลูกพืชผลทางการเกษตร อดีต อ.พนัสนิคม อ.บ่อทอง อ.หนองใหญ่ อ.บ้านบึง ตามชื่อที่ยกฐานะในขณะนี้ อดีตพื้นที่ดังกล่าวมีป่าไม้จำนวนมาก กล่าวได้ว่าต้องการหาสัตว์ป่ากินง่ายมาก โดยเฉพาะไก่ป่า เพียงใช้ไม้ไผ่ลำยาวฟาดไปในอากาศก็ได้กินแล้ว เพราะมีมากมายมหาศาลเดินเกลื่อนกลาดไปหมด เสือ ช้างป่า หมี หาพบได้ง่ายมาก ที่สำคัญผู้ทรงอิทธิพลส่วนใหญ่มาจากการค้าไม้แทบทั้งสิ้น เพราะทรัพยากรไม้มีมากมายเหลือคณานับ ต้นไม้ 3-4 คนโอบเต็มไปหมด ปัจจุบันไม่ต้องถามถึง เพราะไม่มีให้เห็นแล้ว

การยึดครองที่ดินส่วนใหญ่จะใช้ปืนยิงไปในป่า สิ้นเสียงปืนเมื่อไหร่ "ตรงนั้นที่กู" นี่คือการประกาศอาณาเขตของผู้มีอิทธิพลฝั่งบก

ในอดีตประชากรในพื้นที่ จ.ชลบุรียังมีน้อย การแย่งชิงผลประโยชน์ยังไม่มากเท่าที่ควร ใครอยากได้ที่ทำกินบริเวณใด ก็ใช้อำนาจครอบครองกัน การทะเลาะเบาะแว้งอาจมีมาก ถึงขั้นยิงกันตายก็มี แต่บ้านเมืองในสมัยนั้นมีแต่ป่า ประกอบกับยุคข้อมูลข่าวสารยังไม่ดีที่เท่าควร ยิงกันทีกว่าตำรวจจะเข้าไปพลิกศพก็ 1-2 วัน ชาวบ้านจึงไม่ทราบข่าวคราว เพราะบ้านเมืองยังไกลปืนเที่ยง

การคงอยู่ของผู้มีอิทธิพลจึงเป็นลักษณะถ้อยที่ถ้อยอาศัย แบ่งแยกเขตปกครองกันชัดเจนฝั่งบก ฝั่งทะเล เหตุการณ์จึงสงบเรื่อยๆมา

จนกระทั่งมีการพบแร่พลวงเงิน แร่พลวงทอง และพลอยอ่อนในพื้นที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ซึ่งเรียกชื่อกันในปัจจุบัน แต่เดิมคือ อ.พนัสนิคม ความรุนแรงจึงได้เริ่มปะทุขึ้นมา อาจกล่าวเป็นแหล่งแร่อาถรรพ์ เพราะแร่ขายได้ราคาดี หลายคนต้องการเข้าไปมีผลประโยชน์ มีการกล่าวกันว่า หากไม่พอใจกันขณะที่ขุดแร่ ก็จะห้ำหั่นกันด้วยลูกปืนคล้ายเมืองเท็กซัส ยิงเสร็จแล้วถีบลงหลุมฝังกลบให้เสร็จ ด้วยผลประโยชน์มหาศาล หลายคนจึงอยากเข้าไปมีผลประโยชน์ ในที่สุดผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องจบชีวิตด้วยคมกระสุนปืนแทบทั้งสิ้น

กลิ่นดินปืน และคาวเลือด จึงได้เริ่มระอุขึ้นมา ...