:ประมวลภาพ:

แนวคิด สจ.เฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี

ย้อนอดีต ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ สุชาติ ชมกลิ่น ช่วงปี 53 เพื่อปูแนวทางเข้าสู่สภาหินอ่อน หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการเลือกตั้งสมัยหน้า ช่วงนั้นชลบุรีแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็น 3 เขต สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 ของกลุ่มเรารักชลบุรีในขณะนั้น คงเห็นภาพ สจ.เฮ้ง หรือ สุชาติ ชมกลิ่น สมาชิกสภาจังหวัดชลบุรี เขต อ.เมืองชลบุรี ออกพื้นที่พบปะประชาชนในเขตพื้นที่ อ.เมืองชลบุรี อ.พานทอง และอ.พนัสนิคม ตลอดเวลาในห้วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งเปรียบเสมือนขุนศึกทะลวงฟันของกลุ่มเรารักชลบุรี ที่จะทวงตำแหน่ง ส.ส.คืนภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 ปรากฏว่า กลุ่มเรารักชลบุรี สูญเสียที่นั่ง สส.หมดทั้ง 8 ที่นั่งให้กับ พรรคประชาธิปัตย์

การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง

ลองมาอ่านทัศนะของ สุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ชลบุรี เขต 1 ว่ามีแนวคิดอย่างไรถึงต้องการมาเล่นการเมืองในระดับชาติ

"หลายคนอาจจะมองว่า ผมยังเป็นคนหนุ่ม ซึ่งขณะนี้อายุ 35 ย่างเข้า 36 ปี การเล่นการเมืองหากมองรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดคุณสมบัติคนเป็นรัฐมนตรี จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 35 ปี หากมองในเรื่องวัยวุฒิถือว่า เข้าขั้นเป็นรัฐมนตรีได้ การเมืองไม่มีข้อจำกัดว่าอายุจะน้อยหรือมาก แต่การเป็น ส.ส.ต้องมองว่า ทุ่มเทให้กับประชาชนมากน้อยเพียงใด หากเล่นการเมืองช่วงอายุมาก ปัญหาจะเกิดขึ้นทางด้านความเหลื่อมล้ำทางด้านความคิด มุมมองอาจจะเข้ากับกลุ่มวัยรุ่นไม่ได้

เมื่อผมอยู่ในช่วง 35 ปี สามารถประสานงานทั้งผู้ที่สูงอายุกว่า หรือกลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี อาจกล่าวได้ว่าเข้ากับคนทุกระดับได้ และยังถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ของชาวชลบุรี ที่จะให้ผมเข้าไปทำงานทางการเมืองระดับชาติในอนาคต

หากถามในเรื่องประสบการณ์ทางการเมือง เรื่องนี้ยืนยันได้ว่า นับตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่เป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแสนสุข อายุเพียง 20 ปีต้นๆ ไต่เต้ามาเป็นสมาชิกสภาจังหวัดชลบุรี ได้มีการเรียนรู้ทางด้านการเมืองมาตลอด ที่สำคัญยังได้สัมผัสนักการเมืองคนสำคัญๆ ไม่ว่าเป็นกำนันเป๊าะ หรือนายสมชาย คุณปลื้ม ที่หลายคนรู้จักกันดี พัฒนาบางแสนจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของ จ.ชลบุรี หรือนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทำให้ได้ประสบการณ์ทางการเมืองมามากพอสมควร ที่จะสามารถทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องชาวชลบุรีได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญในฐานะที่อายุยังน้อย การหาประสบการณ์ทางการเมืองระดับประเทศยังมีอีกมาก

หลายคนอาจจะมองว่าผมเป็นนักธุรกิจ มองในเรื่องผลประโยชน์ที่จะควบคู่มากับทางการเมือง ในเรื่องนี้ยืนยันได้ว่า ผมประสบความสำเร็จจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ครอบครัวมีฐานะ มีความเป็นอยู่ดีแล้ว ไม่ต้องมาพึ่งการเมือง แต่อยากจะมาเล่นการเมือง เพราะเมื่อประสบความสำเร็จก็อยากจะทำงานให้กับประชาชนบ้าง อยากจะมารับใช้

สาเหตุที่สำคัญเพราะเคยจนมาก่อน รู้จักความลำบากยากเข็น เมื่อประสบความสำเร็จ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากชาวชลบุรี ที่มาสนับสนุนซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรร หรือธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ จึงอยากจะตอบแทนคนชลบุรีบ้าง หรือช่วยสร้างโอกาสให้กับคนยากจน หรือคนตกทุกข์ได้ยาก ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ในสังคม หากมีโอกาสจะทำทันที

ส่วนคำถามที่ตามมามากมาย เกี่ยวกับการใช้เงินเยอะมาก ในการเปิดตัวทางการเมืองนั้น หากมองไปแล้วถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะการทำงานการเมืองนั้น หากลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต 1 ซึ่งตามกฎหมายเลือกตั้งได้กำหนดไว้ถึง 3 อำเภอคือ เมืองชลบุรี พานทอง และพนัสนิคม มีประชากรประมาณ 4 แสนคน หากย่อยลงในพื้นที่มีประมาณ 40 กว่าตำบล ถือว่าไม่น้อย อาจจะหมดมากหน่อยก็จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะมีวันผู้สูงอายุ การจัดสิ่งของเล็กๆน้อย เพื่อไปมอบให้เป็นขวัญและกำลังใจ อาทิ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ชุดออกกำลังกาย ซึ่งจะไปช่วยเหลือแทบทุกตำบล ประกอบกับเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ 3 อำเภอ เชิญไปเป็นประธานในงานบ้าง การที่จะไปมือเปล่าก็กะไรอยู่ ก็ต้องมีของติดมือไปด้วย เพื่อแสดงถึงความมีน้ำใจ มากกว่าจะมองในเรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับการเมืองในอนาคต แต่หากประชาชนมีความศรัทธาในตัวเรา เชื่อว่าหากลงสมัครรับเลือกตั้งอาจจะมีชื่ออยู่ในใจ เลือกเราเข้าไปทำงานในสภา ผลักดันงบประมาณมาช่วยเหลือชาวชลบุรี

การทำงานการเมืองที่ผ่านมา ยืนยันได้เลยว่า ไม่เคยบ่นว่าเวลาไม่มี ค่าใช้จ่ายเยอะ เนื่องจากมีความพร้อมอยู่แล้ว ตามที่กล่าวมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจในครอบครัว คนในครอบครัว หรือคุณพ่อ คุณแม่ก็ดูแลอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

การทำงานการเมืองถือว่าเป็นเรื่องของการเสียสละ และยังเป็นการตอบแทนตระกูล "คุณปลื้ม" เพราะการประสบความสำเร็จที่ผ่านมาตระกูล "คุณปลื้ม" ให้โอกาส และยังให้ทางสนับสนุนทุกวิถีทาง เมื่อกลุ่มเรารักชลบุรีประสบปัญหา ในเรื่องขาดผู้แทนการเมืองในระดับชาติ ในการเลือกตั้งปี 50 ที่ผ่านมาพ่ายแพ่ทุกสนาม ในฐานะเปรียบเสมือนคนหนึ่งในครอบครัว "คุณปลื้ม" ก็ต้องลงมากอบกู้ ถือว่าต้องกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ

เมื่อประสบความสำเร็จในธุรกิจการงาน สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ การกตัญญูรู้คุณต่อถิ่นเกิด ทุกวันนี้ประสบความสำเร็จเพราะเป็นคนชลบุรี ซึ่งมีความพร้อมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก การเป็นเมืองท่องเที่ยว ส่งผลดีต่อธุรกิจของผมเอง ต้องถือว่าคนชลบุรีมีพระคุณ ทำให้ธุรกิจต่างๆประสบผลสำเร็จ เมื่อมีโอกาสก็ต้องตอบแทนคุณกันไป

ส่วนเรื่องการสังกัดพรรคการเมือง เมื่อลงพบปะประชาชนมีคำถามมากมายว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้งพรรคใด ในเรื่องความเป็นจริงพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะผู้ที่เป็น สส.ขณะนี้ หรืออดีต สส.ก็เปรียบเสมือนเพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งนั้น ผู้อาวุโสก็ต้องให้ความเคารพ บางคนยังชักชวนให้ร่วมไปอยู่พรรคอื่นๆก็มี ในฐานะที่เปรียบเสมือนน้องคนสุดท้องที่เข้าวงการ และนับถือพุทธศาสนาขอเดินทางสายกลางดีกว่า

มาเล่นการเมืองมีเป้าหมายก็เพื่อพัฒนาชลบุรี เรื่องพรรคการเมืองจึงถือว่าเป็นเรื่องรอง แต่อยากจะเน้นให้ประชาชนเกิดความศรัทธาในตัวผมเองมากกว่า

การวางตัว สส.ของกลุ่มเรารักชลบุรี อาจกล่าวได้ว่ามีผู้สนใจอยากเข้ามาร่วมงานทางการเมือง โดยลงสมัคร สส.จำนวนมาก จึงต้องมีการพิจารณาตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนผมนั้นได้มีการวางตัวให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตที่ 1 ของชลบุรีไว้นานแล้ว จึงต้องลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลที่แท้จริง เนื่องจากการพ่ายการเลือกตั้งปี 2550 นั้น ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญ จะต้องหาจุดอ่อนให้ได้ว่า เกิดขึ้นเพราะเหตุใด ทั้งที่กลุ่มเรารักชลบุรีทำงานการเมืองทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่นมาโดยตลอด แต่มาประสบความพ่ายแพ้ จะได้หาทางแก้ไขได้ถูกต้อง จึงต้องลงพื้นที่อย่างหนัก

ส่วนการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในอนาคตนั้น จะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ ผมมองว่าต้องดูผลการนับคะแนนในวันเลือกตั้ง ส่วนวันนี้ต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า

ที่สำคัญไม่อยากให้ชาวชลบุรีมองว่า ถึงใกล้วันเลือกตั้งถึงลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งในเรื่องนี้ระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเคยทำตัวแบบไหน เมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว รูปแบบกันประพฤติของตัวเองนั้นต้องเหมือนเดิม

สำหรับต้นแบบของนักการเมืองในใจนั้น คงต้องบอกว่าคือ กำนันเป๊าะ เพราะใกล้ชิดมาตลอด การทำงานกล้าได้กล้าเสีย ไม่หนีปัญหา ทำให้เทศบาลเมืองแสนสุขพัฒนาก้าวหน้าไปมาก รองลงมาคือ สนธยา คุณปลื้ม การปฏิบัติหน้าที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรัฐมนตรีไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

การตั้งเป้าทางการเมืองของกลุ่มเรารักชลบุรีซึ่งมี นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นแกนนำ นายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กำลังวางแผนทางการเมืองโดยหวังว่าจะทวงตำแหน่ง ส.ส.คืนทุกเขตพื้นที่ในการเลือกตั้งสมัยหน้า

เนื่องมาจาก สส.ในชลบุรีทุกคนผมให้ความเคารพ แต่ผลงานของรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำที่ผ่านมา มองดูแล้วไม่ได้ให้ความสำคัญของ สส.ชลบุรี รวมทั้ง สส.ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.ชลบุรี มี สส.ในระบบเขตเลือกตั้ง 8 คน ในระบบสัดส่วน 1 คน รวมกันแล้ว 9 คน ควรจะมีรัฐมนตรีอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง แต่ไม่มี แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่จริงใจกับชาวชลบุรี เพราะการเป็นรัฐมนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาโครงการต่างๆ หากไม่มีตัวแทนเข้าไปนั่งร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี งบประมาณควรจะมาลงในพื้นที่ภาคตะวันออกก็จะไม่ได้รับ การพัฒนาก็จะไม่เกิดขึ้น

เห็นได้ชัดในเรื่องของกรณีมาบตาพุด เม็ดเงินนับแสนล้านหายไปพริบตา เพราะไม่มีรัฐมนตรีเข้าไปดูแลอย่างจริงจัง นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะทำให้กลุ่มเรารักชลบุรี มีโอกาสทวงตำแหน่ง สส.คืน

ท้ายที่สุดอยากจะฝากถึงชาวชลบุรี ควรสร้างความสามัคคีต่อกัน ผมในฐานะคนกลาง ขอเป็นผู้สร้างความสมานฉันท์ให้กับพี่น้องชาวชลบุรี โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ อยากให้มีการเรียนรู้ประวัติศาสตร์มากขึ้น อยากจะเน้นในเรื่องของการเสียกรุง การกอบกู้เอกราช เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีในชาติ.

ยอดเข้าชม 186 ครั้ง